บันทึกการเดินทางท่องเที่ยว ฉงชิ่ง เฉิงตู วันที่ 4 – 26 ธันวาคม 2566


วันนี้ตื่นสาย แต่ทันเวลากินข้าวเช้าเหมือนเดิม กินข้าวเสร็จ รับเสื้อผ้าที่ซักเสร็จแล้ว กลับห้อง อาบน้ำ แต่งตัว
วันนี้เป็นวันสุดท้าย ที่จะได้เที่ยวเมืองฉงชิ่งแล้ว มาฉงชิ่งครั้งนี้ ไม่ได้ออกไปเที่ยวเทียนเซิงซานเฉียว หรือต้าจู๋สือเค่อ ตามที่ได้วางแผนไว้ แต่เปลี่ยนใจเที่ยวดูเมืองฉงชิ่ง มากกว่า เหตุผลที่ไม่ไปเพราะคิดว่าเป็นปัญหาเรื่องการวางแผนการเดินทาง และสภาพอากาศทำให้เราไม่อยากออกนอกเมือง
วันนี้ยังมีแผนเที่ยวสำคัญ ที่ถ้าไม่ไปก็เหมือนมาไม่ถึงเมืองฉงชิ่ง นั่นคือ การไปสถานีรถไฟชิงกุย หลีจื่อปา ดูรถไฟทะลุตึก แต่ก่อนหน้านั้น วางแผนไปฉงชิ่ง ต้าหลี่ถัง หรือศาลาประชาคมฉงชิ่ง และแถมท้าย ไปเที่ยวแบบแตะ ๆ ที่สือปาที ที่เราวางแผนจะไปตั้งแต่วันแรก แต่ได้ไปแบบไม่รู้ตัว
เริ่มต้นเดินทางตอนสาย ๆ วันนี้อากาศไม่ดีเหมือนเดิม ดูค่าฝุ่น PM 2.5 เป็นสีม่วง
เราออกเดินทางด้วยรถไฟฟ้าสายสีเขียว สาย 2 ไปต่อสายสีม่วง สาย 10 ลงที่สถานีต้าหลี่ถัง
ลงเสร็จแล้ว ยังงง ๆ แผนที่เลยเดินหลงไปด้านหน้า แต่จริง ๆ แล้ว ออกจากประตู C ให้วกกลับแล้วเดินตรงไป ถึงจะถึงที่หมาย
แถว ๆ ต้าหลี่ถังดูเป็นบ้านโซนคนที่อยู่แถบนั้นมานาน มีคนเดินออกมาซื้อของและเดินเล่นมากมาย
ในตอนแรกเราเห็นทางเข้าต้าหลี่ถังแล้วแต่ก็เดินเลยไป จนเพื่อนที่มาด้วยกันทักให้เดินย้อนกลับไป เพราะทางเข้าใหญ่ มีคนเข้าเยอะ จึงเข้าไปถูกทาง
ต้าหลี่ถังที่เราเดินเข้าไป ไม่ได้เข้าจากทางซุ้มประตู แต่เป็นทางระหว่างซุ้มประตู และทางเข้าหน้าอาคาร
เราขึ้นไปทาง ๆ เข้าหน้าอาคาร เห็นป้ายซื้อบัตร ก็เลยเดินตามป้านเข้าไป ต้องใช้พาสปอร์คในการซื้อเช่นเดิม แต่พนักงานขายที่นี่ดูเป็นเจ้าหน้าที่สบาย ๆ ทำงานอยู่คนเดียว นักท่องเที่ยวไม่เยอะมาก
เมื่อได้บัตรเข้าแล้ว ก็ถ่ายรูปตรงที่ขายบัตรเล็กน้อยก่อนเดินเข้าไป ซึ่งทางเข้า ทางออกเป็นทางเดียว
พอเข้าไปแล้ว เราก็ต้องประทับใจกับโถงบันไดทางขึ้น ที่ดูเก่าแต่ก็อลังการ ข้าง ๆ กันมีบันไดเลื่อน แต่ก็ปิดไว้ให้บุคคลสำคัญเท่านั้นที่ได้ขึ้น
พอเดินขึ้นบันไดไปแล้วก็เห็นห้องโถงใหญ่ เบาะที่นั่งคลุมด้วยผ้าสีแดง ตัดกับแสงสีส้ม บนเวทีโล่งว่าง ให้คนขึ้นไปได้ เพราะไม่มีการแสดง
จากที่เราสังเกตดู ส่วนใหญ่คนที่มาที่นี่น่าจะเป็นคนสูงอายุ เสียบัตร มานั่งเก้าอี้ดี ๆ แม้บนเวทีไม่มีการแสดง แต่ภายในโถงก็มีการเปิดเพลงแนวเก่า ๆ นั่งเบาะสีแดงนิ่ม ๆ ไปพลาง ฟังเพลงกล่อมไปพลาง ถ้ามาแต่เช้า เสียบัตรค่าเข้าถึงเย็น ก็ถือได้ว่าคุ้มค่า
นอกจากเวทีการแสดง และเบาะที่นั่งสีแดงแช้ว เราสังเกตว่าที่ใต้ที่นั่งมีรูกลม ๆ เหมือนเป็นเครื่องปล่อยความอุ่น ในช่วงฤดูหนาว จากนั้นเราก็ไปสำรวจห้องน้ำ ซึ่งแม้จะเป็นสายย่อ แต่พื้นก็เป็นหินอ่อน คิดย้อนกลับไปในสมัยก่อนที่นี่ก็คงหรูหราน่าดู
ออกจากห้องน้ำแล้วเราก็หาเก้าอี้แถว ๆ หน้าเวทีตัวหนึ่ง นั่งมองขึ้นไปบนเวที ในใจก็จินตนาการว่า เก้าอี้ และโถงที่เรากำลังนั่งอยู่นั้น ครั้งหนึ่งคงมีบุคคลสำคัญคนหนึ่งของจีนเคยนั่งอยู่บ้าง
พอนั่งผ่อนคลายและฟังเพลงได้พักใหญ่ เราก็เดินสำรวจไปเรื่อย ๆ แต่ตัดสินใจไม่เดินขึ้นไปชั้น 2 แต่ดูรูปที่จัดแสดงชั้น 1 เห็นว่า ต้าหลี่ถังนี้ เคยต้อนรับแขกบ้าน แขกเมืองคนสำคัญของจีนมาแล้ว รวมไปถึงเคยผ่านการจัดแสดงงานสำคัญ ๆ ของฉงชิ่งมาก่อน
ระหว่างเดินสำรวจ เราก็สังเกตว่า เบาะเก้าอี้ ที่คลุมผ้าสีแดงนั้น บางตัวก็เริ่มเก่าแล้ว อาคารนี้แม้จัดแสงให้ดูดี แต่ก็ต้องบำรุงรักษาอยู่เสมอ เพื่อนเราก็แสดงความเห็นว่า เขาก็เอาค่าตั๋วที่เราจ่ายกันนี่แหล่ะ ไปบำรุงรักษาสถานที่ แล้วอนุญาตให้คนทั่วไป เข้าชม ดีกว่าปล่อยทิ้งไว้ตามกาลเวลา
ว่ากันด้วยเรื่องต้าหลี่ถัง ที่ฉงชิ่ง ที่สร้างรูปลักษณ์เลียนแบบเทียนถานที่ปักกิ่ง
ครั้งหนึ่งในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อหนานจิงถูกญี่ปุ่นตีแตก ทางรัฐบาลจีนจคงถอยร่นมาตั้งสถานที่ราชการต่าง ๆ ชั่วคราวที่ฉงชิ่ง
ว่ากันด้วยหลักภูมิศาสตร?ฉงชิ่งเป็นเมืองในหุบเขา พื้นที่สลับซับซ้อน ก็น่าสนใจว่าที่นี่ จึงสามารถเป็นฐานที่มั่นในสมัยสงครามในอดีตอีกได้ และเราก็เชื่อว่าแถวบริเวณฉงชิ่ง และดินแดนแถบนี้ ลึกลงไปใต้ดิน หรือภายในหุบเขาที่สลับซับซ้อน น่าจะมีสถานที่สำคัญทางการทหารและทางการเมืองอยู่ไม่มากก็น้อย ดังเช่น ฐานทัพอาวุธนิวเคลียร์ใต้ดิน หมายเลข 816 ที่เปิดให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเมื่อไม่นานมานี้
เมื่อเดินชมต้าหลี่ถังจนเสร็จแล้ว ก็เดินออกมาทางประตูออกอีกทางหนึ่ง จากนั้นเราก็เดินย้อนกลับไปขึ้นรถไฟฟ้าเหมือนเดิม
ในตอนเดินกลับเข้าสถานีรถไฟฟ้า เราตัดสินเดินทะลุตึกที่คาดว่าจะทะลุไปทางสถานีได้ ซึ่งในตึกนี้เป็นแหล่งขายงานภาพวาดและอุปกรณ์ศิลปะของจีน
เราเดินชมภาพสวย ๆ จนทะลุไปจนถึงทางเข้าสถานี
จากสถานีต้าหลี่ถัง เราเดินทางไปยังสถานีหลี่จื่อปา หรือ รถไฟทะลุตึก
เพื่อนเราแซวเล่น ๆ ว่าไม่มีที่เที่ยวแล้วหรือ มาดูอะไรกัน ก็แค่รถไฟทะลุตึก แต่พอถึงที่สถานีหลีจือปา แล้วก็แทบเรียกได้ว่าตึกทั้งตึกกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและขายของที้ระลึก เราเดินลงบันไดเลื่อยหมุนวนหลายชั้น จนลงมาถึงด้านล่างชั้น 1 พอออกจากอาคาร ก็เห็นนักท่องเที่ยวมากมาย ต่างคนต่างพร้อมใจกันมาชมรถไฟทะลุตึก ซึ่งถ้าจะเห็นให้ชัดก็ต้องข้ามถนน ไป
ถือได้ว่าที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชคอินที่ไม่ว่าใครมาฉงชิ่งก็ต้องแวะเข้ามาชมสักหน่อย
และที่นี่เราก็ได้ยืนเสียงนักท่องเที่ยวไทยกลุ่มแรก หลังจากที่มาฉงชิ่งหลายวัน และไม่เคยเจอคนไทยเลย เป็นการยืนยันว่าที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวจริง ๆ
เมื่อชมรถไฟทะลุตึกเสร็จ ตอนแรกตั้งใจว่าจะไปเดินซานเฉิงปู้เต้าต่อ แต่เปลี่ยนใจเดินทางไปสือปาทีเป็นที่สุดท้ายก่อนกลับที่พัก
พอลงที่สถานีสิ้นสุดสายสีแดง เราก็ออกมาจากสถานี เห็นร้านชานม 茶颜悦色 และ CHAGEE อยู่ติด ๆ กัน ตอนแรกตั้งใจว่าจะลองซื้อชิม แต่ที่ร้าน 茶颜悦色 กำลังจัดกิจกรรมให้ลองชิมชา เราก็เลยได้กินชาฟรี เลยไม่ได้ซื้อ
พอกินของฟรีเสร็จ หันกลับไปมองด้านล่างของสือปาที ก็ตัดสินใจว่าไม่เดินลงดีกว่า เำราะเดินลงไปก็ต้องเดินขึ้นมาอีก เลยตัดสินใจเดินกลับที่พักที่เจียงฟางเปย ซึ่งเราก็เพิ่งรู้ว่าระยะทางไม่ห่างกันเลย
วันนี้เดอนกลับโรงแรมเหมือนเดิม และนำเสื้อผ้าไปให้พนักงานช่วยซักเหมือนเดิม
คืนนี้เตรียมจัดกระเป๋า เพราะพรุ่งนี้เราจะเดินทางไปที่เฉิงตูกันแล้ว ~

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *