บันทึกการเดินทาง หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ฉะเชิงเทรา / วัดแจ้ง / ตลาดน้ำบางคล้า / วัดปากน้ำโจ้โล้/พระพิฆเนศคลองเขื่อน

10 มกราคม 2569 ซึ่งตรงกับวันเด็กแห่งชาติ ดาวพฤหัสบดีโคจรมาอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ หรือตำแหน่งที่ดาวพฤหัสบดี โลก ดวงอาทิตย์ โคจรมาอยู่ในแนวเดียวกัน ส่งผลให้มีระยะทางใกล้โลกที่สุดในรอบปี 2569 ห่างจากโลกประมาณ 633 ล้านกิโลเมตร
ในวันดังกล่าว ดาวพฤหัสบดีเริ่มปรากฏทางทิศตะวันออก หลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า สว่าง โดดเด่นมาก สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนด้วยตาเปล่า นานตลอดคืนจนถึงรุ่งเช้า และหากสังเกตผ่านกล้องโทรทรรศน์ จะเห็นแถบเมฆ และดวงจันทร์บริวารได้ — ข้อมูลและรูป จาก NARIT
สืบเนื่องจากความประทับใจในการดูดาวที่หอดูดาว จ.นครราชสีมา ทำให้เรามีโปรเจคดูดาวต่อในช่วงต้นปี 2569 โดยเรารู้มาว่าหอดูดาว จ.ฉะเชิงเทรา มีเปิดให้กางเต้นท์ พร้อมดูดาวในพื้นที่ และวันที่ 10 มกราคม 2569 เป็นวันที่ดาวพฤหัสบดีอยู่ใกล้โลกที่สุดในรอบปี ประกอบกับช่วงเวลานั้นอากาศหนาวเย็นเหมาะกับการกางเต้นท์ รับบรรยากาศหนาว ๆ เพราะปีที่ผ่านมาเรายังไม่มีการออกเต้นท์อย่างจริงจัง
10 มกราคม 2569 เราออกจากบ้านค่อนข้างสาย เพราะเป้าหมายหลักของทริปนี้คือการไปดูดาว ซึ่งจะได้กางเต้นท์ในช่วงเย็น ๆ ค่ำ ๆ
ไปถึง จ.ฉะเชิงเทรา ค่อนข้างบ่ายแล้ว เราแวะกินข้าวเที่ยว ตอนบ่าย ๆ ที่ร้านแหยม โภชนา แล้วไปไหว้หลวงพ่อโสธร เอาฤกษ์ เอาชัย ช่วงปีใหม่พอดี จากนั้นก็แวะร้านซูเปอร์มาร์เก็ตเตรียมขนมและน้ำเล็กน้อย แล้วก็เดินทางไปยัง อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา
ก่อนถึงทางเข้าหอดูดาว ค่อนข้างเปลี่ยว จนเรากังวลว่า จะมีคนมากางเต็นท์จริงไหม แต่พอเข้าไปถึงบริเวณภายใน ก็พบว่ามีคนจำนวนมากแวะมาเที่ยว อาจเป็นเพราะว่าวันนี้วันเด็กด้วย ทำให้มีพ่อแม่พาเด็กมาทำกิจกรรมเยอะ
เราเข้าไปถึง แวะหาที่จอดรถ ก่อนเปิดกระจกถาม รปภ.ว่าพอหาที่จอดได้ตรงไหนบ้าง แล้วเห็นว่าที่จอดใกล้ ๆ กับอาคารด้านหน้ามีรถยนต์จอดวางของเพื่อกางเต้นท์อยู่ เราเลยขอพี่ รปภ. จอดด้านหลังรถคันนั้น
พอได้ที่จอดแล้ว เราก็ต้องไปสำรวจห้องน้ำที่มีให้บริการอยู่ว่าพออยู่ได้ไหม ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะกางเต้นท์ที่นี่ จากนั้น ก็เริ่มมองหาสถานที่กางเต้นท์ ซึ่งปัจจัยในการเลือกของเรานอกจากจะต้องไม่ไกลห้องน้ำมาก เพราะตอนกลางคืนต้องมาเข้าห้องน้ำ และเผื่อเข้าบ่อย นอกจากนี้ เรื่องจุดจ่ายไฟ ก็มีผลสำคัญ
ตอนแรกเรากะว่าจะไปกางเต้นท์ตรงใกล้ ๆ กับศาลาที่มีพระพุทธรูปอยู่ เพราะตรงนั้นมีจุดที่สามารถต่อปลั๊กไฟได้ ส่วนเพื่อนเราก็เสนอว่า ใกล้ ๆ รถเราที่จอดอยู่มีพื้นที่ว่างพอกางเต้นท์ได้ ติดแค่มีกอไม้เล็ก ๆ กอนึง ที่พอจะกางเลี่ยงได้
คิดไปคิดมา เลยตัดสินใจกางเต้นท์บริเวรณใกล้ ๆ รถของเราที่จอดอยู่ เพราะเห็นมีปลั๊กไฟที่เชื่อมได้จากตู้ไฟแถวนั้นพอดี ซึ่งถือว่าคิดถูก เพราะหยิบของบนรถค่อนข้างสะดวก
เมื่อกำหนดจุดกางเต้นท์ได้ เราก็เริ่มปูพลาสติกที่พื้น แล้วก็กางเต้นท์ ซึ่ง 2 เรื่องนี้ใช้เวลาไม่นาน แต่ที่นานคือตอนผูกหลังคาฟลายเออร์ ซึ่งเป็นอย่างนี้ทุกครั้ง เพราะเรายังติดปัญหาเรื่องการใช้เงื่อนผูกเชือก และการหาองศาในการขึงเชือก ผูกสมอ ซึ่งเชือกนี้ เราพึ่งแวะซื้อที่ไทวัสดุ ในระหว่างทางที่มา
พอได้เต้นท์แล้วพวกเราก็ขนเครื่องนอน หมอนผ้าห่ม ถุงนอนเข้าเต้นท์ พอเต้นท์เสร็จ ก็วางเก้าอี้ และโต๊ะสนามหน้าเต้นท์ เป็นอันเสร็จ
ก่อนกางเต้นท์เสร็จเล็กน้อย เราได้เดินไปที่ศูนย์อำนวยการหน้าอาคารจัดแสดง เพื่อติดต่อเรื่องจ่ายเงินค่ากางเต้นท์ 100 บาท โดยเจ้าหน้าที่ออกใบเสร็จให้เป็นชื่อ สดร. โดยตรง ซึ่งขอชื่นชมว่าไม่มั่ว เก็บรายได้เข้ารัฐถูกต้อง
พอกางเต้นท์ เสร็จแล้ว ก็ได้เวลานั่งกินขนม น้ำ และสลัดที่ซื้อมาจากร้านซูเปอร์มาร์เก็ต เนื่องจากเราเพิ่งกินข้าวเที่ยงไปตอนบ่าย ๆ ไม่ค่อยหิวแล้ว ก็เลยกินแค่ขนมและน้ำเล็กน้อยกันหิว กว่าจะรู้ตัวฟ้าก็มืดแล้ว
เราชวนเพื่อนไปเดินสำรวจในอาคารจัดแสดง ซึ่งมีรูปแบบการแสดงคล้ายกันกับที่ หอดูดาวโคราช ทำให้ใช้เวลาดูไม่นาน เพราะไม่ว้าวเหมือนครั้งแรกที่ดู
พอได้ใช้บริการ สดร.มาแห่งที่ 2 ที่จ.ฉะเชิงเทรา เลยคิดว่าโมเดลของอาคาร ธีมการจัดแสดง และรูปแบบการจัดงานของทุกที่ของสดร. นี้น่าจะคล้าย ๆ กัน แม้แต่รูปทรงอาคารยังเหมือนกัน
จากอาคารจัดแสดง เราเดินทะลุไปยังด้านหลัง มีโซนกิจกรรม มีเด็ก มาเที่ยวกันเต็มไปหมด ไม่เหมาะ และไม่เหมือนกับความประทับใจครั้งแรกที่เราไปที่หอดูดาวจ.นครราชสีมา
ถ้านับเป็นความสำเร็จแล้ว หอดูดาว จ.ฉะเชิงเทรา มีผู้เข้าชมมากกว่า ด้วยความที่เป็นวันเด็กทำให้พ่อแม่พาเด็กมาเที่ยวจำนวนมาก รวมไปถึงร้านค้าที่ออกร้าน มีคนให้ความสนใจซื้ออาหาร และของที่ระลึก จนรู้สึกเหมือนมาตลาดนัด หรืองานวันเด็ก เท่าที่สังเกต มีคนมาร่วมกิจกรรมเป็นพันคน และมีกิจกรรมให้เด็ก ๆ ร่วมทำกิจกรรมหลายอย่างมาก
แต่ถ้าเทียบกับความรู้สึกของเรา คงประทับ หอดูดาว จ.โคราชมากกว่า เพราะคนน้อย มีเวลาให้ดูดาว แบบไม่ต้องต่อคิวมาก และได้คุยกับเจ้าหน้าที่และได้ความรู้ในเชิงลึกมากกว่า
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าที่ โคราช หรือ ฉะเชิงเทรา เราก็ยังต้องชื่นชมเจ้าหน้าที่ของ สดร. ที่ให้บริการได้ดีมาก ๆ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ ที่ประจำอยู่ที่กล้องดูดาวทุกตัว และเจ้าหน้าที่ที่คุมอยู่ที่กล้องดูดาวตัวใหญ่ ที่ได้บรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับดวงดาว จนเป็นแรงบันดาลใจให้เราอยากไปดูดาวอีก
สำหรับ การดูดาวพฤหัสบดี ที่หอดูดาว จ.ฉะเชิงเทรา รอบนี้ คนดูค่อนข้างเยอะ ขนาดต้องต่อคิวกันดู แต่เราก็ได้ดูครบทุกกล้องนะ โดยที่หอดูดาว จัดให้มีกล้องดูดาวพฤหัสบดี ที่ชั้น 2 ประมาณ 3 ตัว จากนั้น พอขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง ก็มีกล้องดูดาวอีกประมาณ 4-5 ตัว โดยแบ่งเป็น 2 ตัวดูดาวพฤหัสบดี 2 ตัวดูดาวเสาร์ และอีก 1 ตัวดูกระจุกดาวลูกไก่ อ้อเพิ่มอีก 1 ตัว ด้านมุมอีกมุมหนึ่ง ปล่อยให้เด็ก ๆ ได้จับกล้องดูดาวเอง ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะเป็นกล้องจริงหรือไม่ แต่เห็นว่าเด็ก ๆ จับเล่นกันอยู่
พวกเราได้แวะดูกล้องที่ชั้น 2 จากนั้น ก็ขึ้นไปดูกล้องตัวใหญ่สุดด้านบน เนื่องจากคิวค่อนข้างยาวมาก พอถึงทางเข้าด้านบน เจ้าหน้าที่ก็บอกให้แบ่งคนออกเป็นล็อต ๆ ละ 15 คนขึ้นไปดู ซึ่งถือว่าทุกคนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
เนื่องจากรอบนี้คนต่อคิวเยอะ เราก็ไม่แน่ใจว่าจะได้ดูที่กล้องตัวใหญ่นานไหม แต่ปรากฎว่า ก็ได้ดูจนพอใจ และในรอบนี้ เราก็ได้เห็นดาวพฤหัสบดีชัดขึ้น และประกอบดวงจันทร์บริวารอีก 3 จากทั้งหมด 4 ดวง สำคัญ
ซึ่งตอนแรกเราเห็นแค่ 2 ดวงข้าง ๆ ต้องปรับสายตามองไปด้านบน จึงเห็นดวงจันทร์ อีกดวงหนึ่ง
จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็อธิบายเรื่อง กาลิเลี่ยนมูน ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องเล่าเมื่อกล่าวถึงดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดีทุกครั้ง
นอกจากนี้ เรายังได้บอกว่า คราวนี้เห็นเส้นลายคาด หรือ ที่เจ้าหน้าที่เรียกเล่น ๆ ว่า เส้นลายเบคอน มากกว่าครั้งก่อนที่ หอดูดาว จ.โคราช
ดูดาวที่กล้องใหญ่ที่สุดด้านบนเรียบร้อยแล้ว ก็กลับมาวนดูกล้องด้านล่าง แม้ว่าคนจะเยอะ และต่อคิวยาว แต่เราก็ได้ดูครบทุกกล้อง เพื่อนเราถามว่า กล้องที่มาให้ดูดาวนี้ ราคาเท่าไร เจ้าหน้าที่ตอบว่า น่าจะเกือบหรือเป็นล้านทุกตัว
มีครั้งหนึ่ง มีเด็กน้อย จับกล้อง ทำให้โฟกัสที่ดาวพฤหัสบดีหายไป เจ้าหน้าที่จึงต้องกลับมาปรับกล้องให้โฟกัสใหม่ ใช้เวลาที่ค่อนข้างนาน แต่ก็ไม่ว่าเด็กน้อยคนนั้น ทำให้เราประทับใจเจ้าหน้าที่ให้บริการและความรู้ของ สดร.มาก
จบจากการดูดาว ซึ่งถือเป็นไฮไลท์ของทริปนี้แล้ว ก็ลงมาด้านล่าง สังเกตเห็นว่าตลาดนัดมีคนเยอะ ด้านฝั่งอัศจรรย์ที่มีการแสดงดนตรี ก็มีคนให้ความสนใจเยอะมาก
เรียกได้ว่า ถ้าวัดความสำเร็จในแง่ จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม และกิจกรรม ถือได้ว่า สดร.จ.ฉะเชิงเทรานี้ น่าจะประสบความสำเร็จสูง
เราเดินไล่มาเรื่อย ๆ จากหอดูดาวกลับมาที่เต้นท์ ก็ค่อนข้างมืดแล้ว จึงเตรียมตัวไปอาบน้ำ เข้าเต้นท์นอน ก่อนนอน มีเสียงเด็ก ๆ จากเต้นท์ด้านบนหัว ที่ใกล้ ๆ ยังมาวิ่งเล่นอยู่จนถึงเกือบดึก จึงได้เงียบไป นี่เป็นอีกสิ่งที่น่าเบื่อคือมารยาทการใช้เสียงดังที่คนกางเต้นท์ ควรคำนึงถึงเมื่อใช้พื้นที่กางเต้นท์ร่วมกัน
คืนนี้อากาศหนาวเย็นมาก ในช่วงดึก ๆ เพื่อนชวนให้ไปห้องน้ำ ได้ยืนเสียงหมาหอนบ่อยครั้ง และ ระหว่างทางไปห้องน้ำ เจอหมา ตัวหนึ่งกำลังคุ้ยเขี่ย ขยะ ที่ร้านค้าวางรวม ๆ อยู่ ตอนแรกเราค่อนข้างกลัวหมาวิ่งไล่กัด แต่เห็นมันกำลังคุ้ยเขี่ยเศษขยะ เลยรีบ ๆ เดินเลี่ยง มาคิดอีกที แม้ว่าที่นี่จะประสบความสำเร็จในแง่ของกิจกรรม และผู้เข้าชม แต่การจัดการพืนที่จอดรถ และขยะ หลังเลิกงานแล้ว ยังต้องปรับปรุงอีกเสียหน่อย
ตอนประมาณตี..กว่า ๆ จำไม่ได้ว่าตีอะไร ลุกออกมาเข้าห้องน้ำอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ ก่อนเข้าเต้นท์ เหงยหน้าไปมองฟ้าดูดาว เห็นได้ค่อนข้างชัดเลย แต่ด้วยอากาศหนาว ทำให้เราไม่ได้อยู่ชื่นชมดวงดาวมากนัก
วันที่ 11 มกราคม 2569
เราตื่นมาค่อนข้างเช้า ตื่นมาแล้ว ก็ออกจากเต้นท์ อากาศค่อนข้างหนาวเย็น และบรรยากาศต่างจากเมื่อวานโดยสิ้นเชิง หากเปรียบเทียบกับงานปาร์ตี้ เมื่อคืนก็คงเหมือนงานปาร์ตี้ ที่ครึกครื้น สนุก สุดเหวี่ยง ผู้คนสนุกสนาน กิน ดื่ม อาหารจากร้านค้าที่มาออกงานกันเต็มไปหมด
แต่เช้าวันนี้ตื่นขึ้นมา บรรยากาศใกล้ ๆ เต้นท์ เต็มไปด้วยขยะ และร้านค้าบางร้านที่ขายดึกและยังไม่เก็บร้าน ก็เอาผ้าใบมากางปิด ๆ ไว้ เราสังเกตเห็นกองขยะ หลายกอง ที่เห็นหมามาคุ้ยเขี่ย ไม่ไกลจากสถานที่กางเต้นท์ที่เราอยู่ เรียกได้ว่าตอนเช้าเหมือนคนที่เมา แล้วเพิ่งตื่นมา พบว่า เมื่อวานทำอะไรเละเทะไปบ้าง และยังไม่มีการจัดการที่ดีเกี่ยวกับขยะเท่าไรนัก
เราค่อย ๆ เก็บเต้นท์ เก็บฟลายเอ้อร์ และพลาสติกแผ่นรอง ตั้งใจว่าเก็บ ๆ มาก่อน แล้วค่อยนำมาทำความสะอาดที่บ้าน พอเก็บเสร็จแล้ว ก็ถ่ายรูปเก็บไว้ว่าพื้นที่ที่เคยเป็นที่พักพิงให้เรา 1 คืน เราเก็บทำความสะอาด เหมือนก่อนที่เราจะมา
จากนั้น เราก็เตรียมชุด ไปอาบน้ำ แต่งตัว ล้างหน้า แปรงฟัน เสร็จแล้วก็ออกเดินทางจาก สดร. จ.ฉะเชิงเทรา ตั้งใจว่าจะออกไปหาข้าวเช้า+เที่ยง กิน จำได้ว่า ออกเดินทางมาตอนประมาณ 9.00 น.
เป้าหมายของเราวันนี้ คือการไปสักการะ พระพิฆเนศองค์ยืน ที่ คลองเขื่อน แต่พอลองดูสถานที่ท่องเที่ยวระหว่างทาง เห็นว่าผ่านตลาดน้ำบางคล้า เลยตั้งใจจะแวะหาข้าวกินแถวนั้นก่อน
ตอนแรกเราตั้งใจจะกินก๋วยเตี๋ยวปากหม้อชื่อดัง แถว ๆ ใกล้ ๆ ตลาด แต่ไม่มีที่จอดรถ ขับจนมาเจอที่จอดรถ บริเวณ วัดแจ้ง ซึ่งเพิ่งรู้ว่าอยู่ใกล้ ตลาดน้ำบางคล้า
พอหาที่จอดรถได้ก็เดินไปยัง ร้านก๋วยเตี๋ยวเฮงท่าเรือ ที่เล็งไว้ก่อนจอดรถ เรากับเพื่อนกินก๋วยเตี๋ยว เสร็จแล้ว ก็แวะเข้าห้องน้ำ ที่วัดแจ้ง
ทางเข้าห้องน้ำ มีสวยปลูกผักพืชสวยครัว ในกล่องโฟม มีร่องรอย การตัดพวกใบขั้นช่าย ผักชี ต้นหอม ใบสะระแหน่ ไปใช้งานจริง เลยชื่นชมอยู่ในใจว่า ทำแบบนี้ดี มีผักสวนครัวไว้ให้ทำกับข้าวได้ประหยัดเงิน
ส่วนห้องน้ำของทางวัดก็ทำไว้ได้ดี สะอาด สะอ้าน เราเข้าห้องน้ำวัดเสร็จแล้ว ก็สแกนจ่ายเติมบุญ ซึ่งวัดหลาย ๆ ที่เดี่ยวนี้ เปลี่ยนเป็นมี QR code ให้สแกนทำบุญ พร้อม e donation ลดหย่อนภาษีได้ ไม่ต้องหาเหรียญมาหยอดเงินทำบุญชำระหนี้สงฆ์อีกต่อไป แถมโปร่งใส และบางครั้งเราก็ถือโอกาสทำบุญในจำนวนมากกว่าการหยอดเหรียญเสียอีก
โดยสรุปรวมคือ ประทับใจวัดแจ้งที่ว่า ที่จอดรถก็ฟรี ห้องน้ำก็ดีสะอาด มีแปลงผักสวนครัวเล็ก ๆ หน้าห้องน้ำ ให้ชม
ออกจากห้องน้ำ เดินไปทางริมน้ำ เราพบรูปปั้นท้าวเวสสุวรรณองค์ใหญ่ สีแดง จึงแวะยกมือไหว้ จากนั้น ก็เดินทะลุต่อ ลงไปยังตลาดน้ำบางคล้า
ตลาดน้ำบางคล้า
ที่นี่เป็นแพริมน้ำ ต่อ ๆ กัน ด้านซ้ายขวาของแพ เป็นร้านที่ขายอาหาร ส่วนตรงกลางแพ มีโต๊ะใหญ่ ๆ ให้ซื้อของจากในแพ มานั่งกินที่โต๊ะตรงกลาง
ในตอนแรกเราไม่รู้ว่าจะมีโต๊ะให้นั่งกินด้วย ไม่งั้นคงมาหาของกินที่ตลาดน้ำ เพราะในจินตการ (ที่ไม่ได้หาข้อมูลมาก่อน) ตลาดน้ำน่าจะเป็นที่ขายของ เดินซื้อของ แต่ตลาดนี้ มีโต๊ะให้นั่งกินอาหารด้วย
เราใช้ AI ถามว่า ที่ตลาดน้ำบางคล้ามีอะไรที่น่าสนใจบ้าง

